ปัญหาภาคใต้ของไทย การลุกฮือไม่ใช่สงครามศาสนา
Asia Report N°98
18 May 2005
บทคัดย่อและข้อเสนอแนะ
ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมทวีความเลวร้ายขึ้นอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นปี 2547 และได้รับแรงหนุนส่งจากนโยบายแข็งกร้าวของนายกรัฐมนตรี พตท.ทักษิณ ชินวัตร ในภูมิภาคเองหลายฝ่ายเริ่มวิตกกังวลว่าถ้าปล่อยไว้ความรุนแรงนี้อาจขยายกลายเป็นการลุกฮือต่อต้านอย่างกว้างขวาง หรือแม้แต่อาจจะกลายเป็นสงครามศาสนาระดับภูมิภาคได้แม้ว่าจนถึงขณะนี้จะยังไม่มีหลักฐานบอกได้ว่ามีกลุ่มจากภายนอกเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยในการสังหารและวางระเบิดที่แทบจะกลายเป็นกิจกรรมรายวัน
หลายฝ่ายมักพูดว่าสาเหตุที่มีส่วนทำให้เกิดความรุนแรงคือการที่กระแสของอิสลามสายเคร่งจารีตได้รับความนิยมมากขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มุสลิมไม่พอใจต่อการที่ไทยส่งทหารไปอิรัก แต่ถึงแม้จะเป็นความจริงที่จิตสำนึกของความเป็นมุสลิม ตลอดจนความรู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งตลอดจนความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับมุสลิมที่อื่นๆมีมากขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การมองปัญหาที่เกิดขึ้นแค่ว่าเรื่องนี้เป็นผลของการก่อการร้ายของมุสลิมอาจจะเป็นความผิดพลาดก็ได้ และความรุนแรงนี้ที่จริงแล้วมีสาเหตุจากปัญหาภายในพื้นที่มากกว่า
แน่นอนว่าพื้นที่ของมุสลิมในภาคใต้ของไทยเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ แต่ปัญหานี้เป็นเรื่องการเมืองมากกว่า และแม้แต่การใช้นโยบายเพื่อการพัฒนาที่ผ่านการวางแผนมาอย่างดีก็ไม่น่าจะช่วยได้หากไม่จัดการปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มาตรการแทบทุกอย่างที่รัฐบาลดำเนินการไปดูเหมือนจะทำให้ปัญหายิ่งเลวร้ายลงไปอีก
ต้นตอของความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นเริ่มจากปัญหาในอดีตที่มาจากการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยมุสลิมมาเลย์รวมทั้งความพยายามในอันที่จะบีบบังคับให้พวกเขาหลอมรวมตัวเข้ากับสังคมส่วนที่เหลือของประเทศ โดยรัฐบาลไทยที่เป็นของไทยพุทธในยุคสมัยต่างๆที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องกันมานานเกือบศตวรรษ
กลุ่มต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนติดอาวุธเคลื่อนไหวในภาคใต้มาตั้งแต่ราวห้าสิบปีที่แล้ว การต่อสู้รุนแรงที่สุดในช่วงสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา กลุ่มที่มีขนาดใหญ่และปฏิบัติการได้ผลมากที่สุดในบรรดากลุ่มต่างๆคือกลุ่มพูโล (องค์การปลดปล่อยรัฐปัตตานีหรือองค์การสหปัตตานีเสรี) ซึ่งต้องการจะจัดตั้งรัฐอิสลามที่เป็นอิสสระแต่ว่าประเด็นของกลุ่มนี้อยู่ที่เรื่องของเชื้อชาติมากกว่าเรื่องของความเชื่อคืออิสลาม
รัฐบาลไทยสามารถลดความรุนแรงลงระดับหนึ่งด้วยมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งมีผลในการลดความช่วยเหลือที่มีไปถึงกลุ่มติดอาวุธ และกลุ่มนักสู้หลายร้อยคนได้เข้ารับการนิรโทษกรรม จนถึงช่วงกลางทศวรรษที่ยี่สิบการต่อต้านได้ส่อเค้าว่าจะยุติลง
แต่ความตึงเครียดระลอกใหม่โผล่ขึ้นมาอีก โดยมีกลุ่มต่างๆที่สำคัญสี่กลุ่มปรากฏตัวหรือไม่ก็ปรากฏตัวขึ้นมาใหม่และความรุนแรงทวีขึ้นต้นปี 2004 สี่กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวในปัจจุบันมี
-
BRN – C บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนท หรือบีอาร์เอ็น ซี เป็นกลุ่มเดียวในบรรดากลุ่มที่แตกหน่อจากบีอาร์เอ็นที่มีการเคลื่อนไหว บีอาร์เอ็นก่อตั้งในช่วงสามสิบกว่าปีที่แล้วด้วยจุดประสงค์เพื่อต่อสู้ให้มีการจัดตั้งรัฐปาตานีอิสสระ เชื่อกันว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มติดอาวุธที่ใหญ่ที่สุดและมีการจัดตั้งดีที่สุดในบรรดากลุ่มต่างๆ เน้นการจัดตั้งทางการเมืองและหาสมาชิกจากภายในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม
-
Pemuda องค์กรเยาวชนกู้ชาติปัตตานี (เป็นส่วนหนึ่งของบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนท) เชื่อกันว่าเป็นผู้ลงมือในการก่อเหตุวินาศกรรม การยิง และวางระเบิดหลายครั้ง
-
GMIP จีเอ็มไอพี (กลุ่มอิสลาม มูจาฮีดิน ปาตานี) ก่อตั้งโดยกลุ่มบุคคลที่เคยผ่านการรบในอัฟกานิสถานในปี 2538 ต้องการจัดตั้งรัฐอิสลามที่เป็นอิสสระ และ
-
พูโลใหม่ ก่อตั้งเมื่อปี 2538 ในฐานะเป็นเครือข่ายของพูโล เป็นกลุ่มติดอาวุธขนาดเล็กสุดในบรรดากลุ่มต่างๆ ต่อสู้เพื่อจัดตั้งรัฐอิสสระ
เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในเวลานี้พร้อมทั้งตอบปัญหาว่าใครบ้างมีส่วนร่วม รายงานฉบับนี้ได้เจาะลึกลงไปที่เหตุการณ์ใหญ่สามเหตุการณ์ อันแรกคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งมีการโจมตีอันที่มีลักษณะประสานงานกันมาอย่างดี มีกลุ่มบุคคลเข้าปล้นค่ายทหาร เผาโรงเรียนกับสถานีตำรวจ อีกหนึ่งวันถัดมายังวางระเบิดอีกหลายจุด
เหตุการณ์ที่สองคือเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ซึ่งมีการโจมตีหลายจุดพร้อมๆกันเป้าหมายคือด่านตรวจของทหารและสถานีตำรวจสิบเอ็ดแห่งทั่วทั้งปัตตานี ยะลาและสงขลา เหตุการณ์จบลงด้วยการปะทะกันที่มัสยิดกรือเซะและทหารยิงคนที่อยู่ในนั้นตาย 32 คน ในวันนั้นมีนักสู้ 105 คน พลเรือนอีกหนึ่งและเจ้าหน้าที่อีกห้ารายที่ล้มตายลง
เหตุการณ์ที่สามคือเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ซึ่งเริ่มต้นด้วยการชุมนุมประท้วงที่หน้าสถานีตำรวจและจบลงด้วยความตายของมุสลิมทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่นแปดสิบห้าคนเป็นอย่างน้อย ส่วนใหญ่ตายเพราะขาดอากาศหายใจหลังจากที่ถูกจับกุมและต้องนอนซ้อนทับกันระหว่างห้าถึงหกชั้นในระหว่างการขนย้ายพวกเขาไปยังค่ายทหารบนรถบันทุกของทหาร
สาเหตุของปัญหาว่าทำไมความรุนแรงเพิ่มขึ้นนั้นมีคำอธิบายหลายประการ แต่ไม่มีข้อไหนที่สามารถอธิบายได้อย่างครบถ้วน คำอธิบายสองประการที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการยุบเลิกหน่วยงานของรัฐบาลที่มีความสำคัญ กับความกลัวและไม่พอใจอันเกิดจากการจับกุมโดยไม่มีการตั้งข้อหารวมทั้งการถูกจนท.ตร.ทารุณ กระหน่ำด้วยความล้มเหลวของรัฐบาลในอันที่จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับเหยื่อและครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางสังคมเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกขาดความมั่นคงในชีวิตและอึดอัดใจในหมู่ชุมชนมุสลิมมาเลย์ รวมทั้งความรู้สึกว่าวิถีชีวิต ค่านิยมและวัฒนธรรมของพวกเขากำลังได้รับผลกระทบ
มาตรการของรัฐบาลที่นับว่าเป็นความผิดพลาดรวมไปถึง
-
ความล้มเหลวในการที่ไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างถูกต้อง
-
การยุบเลิกหน่วยงานด้านการบริหารจัดการปัญหาที่ทำงานได้ผล
-
การใช้กำลังมากเกินควร
-
ความล้มเหลวเพราะไม่ได้สอบสวนและลงโทษสมาชิกในหน่วยงานรักษาความมั่นคงตามสมควร
-
การส่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เข้าใจหรือไม่ก็เข้าใจน้อยในเรื่องความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมในพื้นที่ตลอดจนภาษามาเลย์
-
การพึ่งพางานข่าวกรองที่อ่อน
-
การโยกย้ายเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงและการเมืองบ่อย ตลอดจนความล้มเหลวที่ไม่สามารถทำให้หน่วยงานด้านการรักษาความมั่นคงและการข่าวราวสิบหน่วยงานในพื้นที่นี้ประสานงานกันได้
-
การปฏิเสธข้อเสนอที่ให้มีการนิรโทษกรรมตลอดจนข้อเสนอให้ใช้มาตรการที่นุ่มนวลกว่าในการจัดระเบียบโรงเรียนสอนศาสนาแต่กลับเลือกใช้มาตรการทางการทหารที่ใช้กำลังมากกว่า
นอกเหนือจากมาตรการทางด้านความมั่นคงแล้ว รัฐบาลควรจะต้องทำความเข้าใจและรับมือปัญหาความไม่พอใจทางการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ก่อความรุนแรงหยิบฉวยเป็นโอกาสสร้างแรงสนับสนุน การตั้งคณะกรรมการเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติเมื่อเดือนมีนาคม 2547 เป็นก้าวแรกในแนวทางนี้ที่พอจะสร้างความหวังได้ แม้ว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่ในคณะกรรมการดังกล่าวจะไม่ใช่มุสลิมและเป็นคนนอกพื้นที่ก็ตาม อย่างไรก็ดี ในการที่จะจัดการกับปัญหาที่ต้นตอ อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลควรจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมในอันที่จะทำลายวงจรความรุนแรงด้วยมาตรการที่ผ่านการพิจารณามาแล้วรวมทั้งที่คำนึงถึงความจำเป็นอื่นนอกเหนือไปจากการปฏิบัติการทางทหารและตำรวจ
ข้อเสนอแนะ
สำหรับรัฐบาลไทย
1. สอบสวนเรื่องสาเหตุการเสียชีวิตของบุคคล 74 คนเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 อย่างเต็มรูปแบบและอย่างโปร่งใส ซึ่งเรื่องนี้ยังไม่ได้ดำเนินการโดยเฉพาะอย่างยิ่งความตายของกลุ่มคนสิบเก้าคนที่สะบ้าย้อยซึ่งมีข้อกล่าวหาว่าเป็นวิสามัญฆาตกรรม
2. ให้มีการพิจารณาคดีนายพลทหารสี่คนที่มีส่วนเกี่ยวพันกับเหตุการณ์เสียชีวิตที่กรือเซะและตากใบในเดือนเมษายนและตุลาคม 2547 และที่คณะกรรมการสอบสวนได้ระบุชื่อไว้แล้ว คนที่รับผิดชอบควรจะถูกลงโทษอย่างเต็มที่ตามกฏหมาย ไม่ใช่แค่ถูกลงโทษทางวินัยเช่นด้วยการโยกย้าย
3. จัดตั้งคณะทำงานพิเศษเพื่อสอบสวนกรณีการหายตัวหลายกรณีในจังหวัดภาคใต้ ซึ่งหลายรายเป็นผลมาจากการลักพาตัวของเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะกรณีของทนายความสมชาย นีละไพจิตร
4. พิจารณาทบทวนระเบียบปฏิบัติในการทำงานของทหารและตำรวจในพื้นที่ภาคใต้ใหม่เพื่อให้มีการปกป้องสิทธมนุษยชนมากขึ้น
5. ยกเลิกนโยบายแบบไม่เป็นทางการในการส่งข้าราชการที่ทุจริตและประพฤติมิชอบไปทำงานในพื้นที่เพื่อถือเป็นการลงโทษไปในตัวอย่างที่ทำมาในอดีต นอกจากนี้ควรกลั่นกรองเจ้าหน้าที่ที่ไปจากส่วนอื่นๆของประเทศอย่างละเอียดถี่ถ้วน รวมทั้งฝึกอบรมพวกเขาให้เข้าใจถึงด้านวัฒนธรรมให้มากพอ
6. ถ้าเป็นไปได้ควรจ้างมุสลิมเชื้อสายมาเลย์ในพื้นที่เข้าทำงานในหน่วยงานบริหารส่วนท้องถิ่นรวมทั้งในกองกำลังรักษาความมั่นคงและส่งเสริมข้อเสนอแนะไม่นานมานี้ที่ให้คณะกรรมการเสริมสร้างสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้หรือกอ.สสส.จชต.ให้หาทางช่วยเหลือคนในพื้นที่สามหมื่นคนด้วยการอบรมเพื่อให้มุสลิมเชื้อสายมาเลย์สามารถทำงานขึ้นถึงตำแหน่งในระดับสูงได้
7. ให้มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ลักษณะเดียวกันกับศอ.บต.หรือศูนย์อำนวยการบัญชาการภาคใต้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งเพื่อทำหน้าที่ประสานงานด้านนโยบายและตรวจสอบการนำนโยบายเหล่านั้นไปปฏิบัติ โดยให้มีพลเรือนเป็นผู้บังคับบัญชาและมีอำนาจโยกย้ายข้าราชการที่ใช้อำนาจหน้าที่ในทางมิชอบได้ด้วย
8. ให้คำมั่นสัญญาอย่างจริงจังในอันที่จะแยกแยะ ทำความเข้าใจและสร้างกลไกเพื่อจะแก้ปัญหาความไม่พอใจทางการเมือง อาจจะโดยการขยายผลจากกระบวนการปรึกษาหารือที่ริเริ่มโดยคณะกรรมการเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติให้กว้างขวางขึ้นและลุ่มลึกมากขึ้น
สิงคโปร์/บรัสเซลส์ 18 พฤษภาคม 2548