เหตุการณ์ภาคใต้ของไทย:ปัญหาของกองกำลังทหารพรานและอาสาสมัครชาวบ้าน
Asia Report N°140
23 Oct 2007
บทสรุปสำหรับผู้บริหาร
การที่รัฐบาลพึ่งพากองกำลังทหารพรานและอาสาสมัครชาวบ้านเพิ่มมากขึ้นได้กลายเป็นอุปสรรคต่อการปราบ ปรามผู้ก่อความไม่สงบในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิม ทหารพรานและกองกำลังอาสาสมัครชาวบ้านหลากหลายกลุ่มนั้นได้ปฏิบัติหน้าที่ควบคู่ไปกับทหารอาชีพและตำรวจในจังหวัดชายแดนภาคใต้ การใช้กำลังรบที่ไม่ใช่ทหารอาชีพมีข้อได้เปรียบบางประการ เช่น สามารถฝึกอบรมบุคคลเหล่านี้และนำมาปฏิบัติงานได้รวดเร็วและสิ้นเปลืองงบประมาณน้อยกว่ากองกำลังประจำ นอกจากนั้น โครงสร้างในการบังคับบัญชามักจะยืดหยุ่นกว่า อีกประการหนึ่ง อาสาสมัครที่คัดเลือกจากชาวบ้านในพื้นที่ยังมีความได้เปรียบในแง่ความรู้เกี่ยวกับท้องถิ่นมากกว่าทหารจากต่างถิ่น แต่กองกำลังเหล่านี้มีข้อบกพร่องเพราะไม่ได้รับการฝึกฝนหรือมีเครื่องไม้เครื่องมืออย่างเพียงพอ การใช้กองกำลังเหล่านี้ทำให้ลำดับขั้นในการบังคับบัญชาและสั่งการของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงซึ่งซับซ้อนอยู่แล้วยิ่งสับสนมากขึ้น และในบางกรณีทำให้ความตึงเครียดในชุมชนเลวร้ายลงไปด้วย แม้ว่าขณะนี้มีแนวโน้มว่ารัฐบาลยังจะคงกองกำลังทหารพรานและอาสาสมัครชาวบ้านต่อไป แต่รัฐบาลควรจะดำเนินการเพื่อจัดระเบียบและสร้างความเข้มแข็งของเจ้าหน้าที่ความมั่นคงและมุ่งพัฒนากองกำลังทหารและตำรวจอาชีพในระยะยาว
ทหารพรานและอาสาสมัครชาวบ้านมีบทบาทสำคัญในการรักษาความเรียบร้อยและปราบปรามผู้ก่อความไม่สงบมาโดยตลอด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการปราบปรามคอมมิวนิสต์และขบวนการแบ่งแยกดินแดนในช่วงทศวรรษที่ 1970 และ 1980 ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา กองกำลังเหล่านี้ได้รับภารกิจความรับผิดชอบเพิ่มเติมหลายอย่าง เช่น ควบคุมค่ายผู้ลี้ภัยตามแนวชายแดนไทยพม่าและดำเนินการปราบปรามผู้เกี่ยวข้องกับ ”สงครามยาเสพติด” เมื่อปี 2546 แต่บทบาทที่สำคัญที่สุดในยุคหลังดูจะเป็นการปราบปรามขบวนการแบ่งแยกดินแดนที่ก่อเหตุรุนแรงในภาคใต้
กองทัพบกได้เพิ่มกำลังทหารพรานในภาคใต้ถึงสามเท่าตัวนับตั้งแต่เหตุการณ์ทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อปี 2547 ทั้งๆ ที่ทหารพรานมีชื่อเสียงอื้อฉาวในเรื่องความโหดร้ายทารุณและการฉ้อราษฎร์บังหลวง ทั้งนี้ กองทัพได้ทำการปฏิรูปทหารพรานหลายด้านตั้งแต่ทศวรรษที่ 1980 โดยเฉพาะการคัดเลือกทหาร และโดยรวมแล้วถือว่าทหารพรานเป็นกองกำลังรบที่เป็นมืออาชีพมากกว่าที่เคยเป็นเมื่อยี่สิบปีก่อน ถึงกระนั้นทหารพรานก็ยังมีปัญหาอย่างมากในเรื่องของระเบียบวินัยและการละเมิดสิทธิมนุษยชน
เหตุผลสำคัญของกองทัพในการรับสมัครอาสาสมัครทหารพรานในภาคใต้นั้นคือความต้องการกำลังพลที่คุ้นเคยกับสภาพภูมิประเทศภาษาและวัฒนธรรม แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่ามีกำลังพลไม่เกิน 30 เปอร์เซ็นต์ที่เป็นชาวไทยมุสลิมเชื้อสายมลายู ชาวมุสลิมส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังรู้สึกหวาดกลัวและไม่ไว้วางใจทหารพราน การวิสามัญฆาตกรรมผู้ต้องสงสัยหลายคนในช่วงปี 2550 ยิ่งตอกย้ำถึงความหวาดระแวงต่อเจ้าหน้าที่และทำให้ฝ่ายตรงข้ามสามารถใช้ประเด็นนี้ในการโฆษณาชวนเชื่อได้ นอกจากนี้ ยังมีความเชื่อว่ากลุ่มก่อความไม่สงบได้ปลอมตัวด้วยการแต่งเครื่องแบบทหารพรานในการก่อเหตุโจมตีเพื่อโหมกระพือความรู้สึกไม่พอใจต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ
กระทรวงมหาดไทยมีกองกำลังอาสาสมัครชาวบ้านในสังกัดหรือที่รู้จักในนาม กองอาสารักษาดินแดน (อส). ซึ่งขึ้นชื่อว่ามีความจงรักภักดีอย่างยิ่งกับผู้บังคับบัญชาในกระทรวง ถึงแม้ว่า อส. จะมีปัญหาน้อยกว่าทหารพรานแต่ก็ถูกมองว่าเป็นแขนขาของนายอำเภอในการบังคับใช้นโยบายต่างๆ
กองกำลังติดอาวุธกลุ่มใหญ่ที่สุดในภาคใต้คือกองกำลังอาสาฝ่ายพลเรือนที่เรียกว่าชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน (ชรบ). ซึ่งขยายจำนวนขึ้นอย่างมากในช่วงปี 2547-2548 ทั้งๆ ที่เจ้าหน้าที่ชั้นผู้ใหญ่ในรัฐบาลและในกองทัพตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพ แต่ ชรบ. ก็ยังคงเป็นหน่วยหลักในการรักษาความปลอดภัยในหมู่บ้าน ชรบ. ส่วนใหญ่ได้รับการฝึกอบรมเพียงเล็กน้อยและอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ห่างกัน ซึ่งทำให้พวกเขามีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าของการโจมตี อาสาสมัครจำนวนไม่น้อยจึงไม่สามารถแม้แต่จะคุ้มครองตนเองและอาวุธประจำกาย ทั้งนี้ยังไม่ต้องพูดถึงการคุ้มครองชุมชน ตั้งแต่ปี 2547 ผู้ก่อเหตุไม่สงบได้ปล้นอาวุธปืนจาก ชรบ. หลายร้อยคน นอกจากนี้สมาชิก ชรบ. บางคนกลับใช้อาวุธเหล่านั้นในการทำร้ายคนในหมู่บ้านด้วยกันเองในสถานการณ์ที่รัฐไม่สามารถที่จะควบ คุมความปลอดภัยในหมู่บ้านได้ อย่างไรก็ดี ทางรัฐบาลได้ประกาศแผนจะระดมรับอาสาสมัคร ชรบ. เพิ่มเติมอีก 7,000 คนภายในสิ้นปี 2552
ถึงแม้ว่ากองกำลังอาสาสมัครชาวบ้านดูจะมีปัญหาหลายอย่าง แต่กรมราชองครักษ์ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถก็ได้ดำเนินการจัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครขึ้นมาอีกกลุ่มหนึ่งในเดือนกันยายน 2547 ซึ่งมีชื่อเรียกว่า อาสาสมัครรักษาหมู่บ้าน (อรบ.) อาสาสมัครเหล่านี้จะได้รับการฝึกอบรมทางทหาร 10-15 วันซึ่งมากกว่าชรบ. ซึ่งได้รับการฝึกอบรมเพียงสามวันเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นการฝึกอบรมทางทหารที่ได้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะรับ มือกับกลุ่มผู้ก่อเหตุไม่สงบที่มีอาวุธพร้อมและมีการจัดตั้งอย่างดี อรบ. นั้นแตกต่างจาก ชรบ. ตรงที่ในขณะที่ชรบ. ประกอบด้วยอาสาสมัครซึ่งเป็นคนหลากหลายศาสนาโดยขึ้นกับลักษณะประชากรในแต่ละพื้นที่ แต่ อรบ.ประกอบด้วยอาสาสมัครชาวพุทธเกือบจะทั้งหมดและมักใช้วัดเป็นฐานที่มั่นทำหน้าที่ให้การคุ้มครองชุมชนชาวพุทธ
ชาวพุทธซึ่งเป็นชนกลุ่มน้อยในภาคใต้มีความรู้สึกไม่ปลอดภัยมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบต้องการจะขับไล่ชาวพุทธให้ออกไปจากหลายพื้นที่ ข้าราชการประชาชนพลเรือนและพระต่างตกเป็นเป้าการลงมือสังหารที่เหี้ยมโหดเพื่อยั่วยุให้เกิดการลงมือแก้แค้น ชาวพุทธจำนวนมากซึ่งไม่พอใจกับความล้มเหลวของรัฐบาลในการให้ความคุ้มครองจึงหันมาป้องกันตนเอง กองกำลังอาสาจึงถูกจัดตั้งขึ้นทั่วไปในพื้นที่ภาคใต้โดยได้รับการสนับสนุนจากรัฐในระดับที่แตกต่างกัน
การขยายตัวของกองกำลังอาสาซึ่งได้รับการฝึกอบรมเพียงเล็กน้อยและมีการบังคับบัญชาเพียงหลวมๆ ไปยังพื้นที่ขัดแย้งที่มีความอ่อนไหวสูงทำให้เกิดปัญหาหลายด้าน ทั้งการสร้างความสับสนในสายการบังคับบัญชา ทำให้เจ้าหน้าที่มีความรับผิดชอบต่อการกระทำน้อยลง นอกจากนี้ยังเพิ่มความเสี่ยงที่จะกระพือความรุนแรงระหว่างคนต่างศาสนาและเชื้อชาติได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อทหารและตำรวจไม่สามารถรับมือภัยด้านความมั่นคงจากกลุ่มแบ่งแยกดินแดนมุสลิมได้ ย่อมมีแนวโน้มว่าประเทศไทยจะยังคงใช้กำลังทหารพรานและอาสาสมัครชาวบ้านต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้ อย่างไรก็ดีรัฐบาลก็ควรจะดำเนินการดังต่อไปนี้
-
ทบทวนประสิทธิภาพของทหารพรานและกองกำลังอาสาสมัครทุกหน่วยเหล่า ซึ่งจะเป็นก้าวแรกในการจัดระเบียบหน่วยงานความมั่นคงทั้งระบบ
-
ให้การฝึกอบรมเพิ่มเติมกับทหารพรานในประเด็นกฎหมายเกี่ยวกับการทหารและสิทธิมนุษยชนและกำกับดูแลทหารพรานให้ดีขึ้นเพื่อปรับปรุงระเบียบวินัยและลดการใช้อำนาจในทางมิชอบ
-
ดำเนินการเพื่อลด ปลดอาวุธ และยุบกองกำลังอาสาสมัครชาวบ้านทั้งหลายซึ่งแทบจะไม่มีประโยชน์ในการรักษาความมั่นคง
-
ควบคุมอาวุธปืนและการออกใบอนุญาตการครอบครองและพกพาอาวุธปืนให้เข้มงวดขึ้น
-
สกัดกั้นการปฏิบัติงานของกองกำลังที่ก่อตั้งและดำเนินการเองโดยชาวบ้านซึ่งมีแนวโน้มที่น่าวิตกกังวลเป็นอย่างยิ่ง กองกำลังอาสาสมัครชาวบ้านควรจะอยู่ภายในการควบคุมของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่ควรกระทำการใดๆ ที่นอกเหนือขอบเขตหน้าที่
-
รัฐควรจะดำเนินการเปลี่ยนแปลงอย่างค่อยเป็นค่อยไปและมุ่งเน้นความสนใจไปที่การพัฒนาทหารและตำรวจที่เป็นกองกำลังประจำให้มีความเข้มแข็งและมีความเป็นมืออาชีพมากกว่าที่จะติดอาวุธให้กับพลเรือนที่ขาดการฝึกอบรมทางทหารและอยู่ในสภาวะหวาดกลัว
จาการ์ต้า/บรัสเซลส์ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2550