เส้นทางสู่ขบวนการต่อสู้ในชายแดนภาคใต้
Asia Report N°170
22 Jun 2009
บทคัดย่อ
ในขณะที่ผู้นำของไทยกำลังวุ่นวายกับการแก้ไขปัญหาทางการเมืองในกรุงเทพฯ การคัดเลือกสมาชิกเข้าสู่ขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม สถาบันการศึกษาเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์คนมลายูมุสลิม นักเรียนจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับแนวคิดการจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐซึ่งการต่อสู้นี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการญิฮาดสากล แต่ทว่าเป็นกลุ่มกบฏชาติพันธุ์นิยมที่มีประวัติศาสตร์เป็นของตนเองและต้องการเรียกร้องการกลับคืนมาของอาณาจักรปาตานีอันรุ่งเรืองในอดีต การขยายตัวของความคิดในการแบ่งแยกดินแดนส่วนหนึ่งเป็นผลจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐและเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจของไทย นอกจากนี้นโยบายการรวบอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินไว้ที่ศูนย์กลางก็เป็นอีกอุปสรรคหนึ่งต่อการแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่น รัฐบาลควรจะเปลี่ยนแปลงนโยบายและวิถีปฏิบัติเช่นนี้พร้อมกับการขจัดความคับแค้นใจต่อความไม่เป็นธรรมออกไปจากความรู้สึกของคนมลายูมุสลิมเพื่อสร้างสันติภาพอันถาวรให้เกิดขึ้นในพื้นที่
ระบบการศึกษาในภาคใต้นั้นค่อนข้างซับซ้อน มีตั้งแต่โรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ไปจนถึงโรงเรียนปอเนาะดั้งเดิมซึ่งเป็นโรงเรียนกินนอนขนาดเล็ก ขบวนการได้แฝงตัวเข้าไปดำเนินกิจกรรมชักชวนเยาวชนมุสลิมเข้าเป็นสมาชิกและปลูกฝังอุดมการณ์ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซึ่งเป็นโรงเรียนมีขนาดใหญ่ทันสมัยและพรั่งพร้อม ห้องเรียนเป็นสถานที่แรกของเส้นทางการเข้าสู่ขบวนการ ผู้ที่ทำหน้าที่หาสมาชิกใหม่จะชักชวนให้นักเรียนที่มีแวว ได้แก่บุคคลที่มีความเคร่งครัดในศาสนา มีความรู้สึกเจ็บแค้นกับประวัติศาสตร์ของการถูกกดขี่และการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมรวมถึงมีความคิดในการทำสงครามญิฮาดไปร่วมการอบรม การปลูกฝังแนวคิดอาจจะดำเนินการในมัสยิดหรือแฝงตัวในรูปของการฝึกฟุตบอล เมื่อตกลงเข้าเป็นสมาชิกแล้วสมาชิกใหม่จะต้องทำการสาบานตนและเข้าฝึกร่างกายและอาวุธก่อนที่จะได้รับการมอบหมายให้ปฏิบัติการในระดับหมู่บ้าน
โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามไม่ได้เป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่ถูกใช้ในการปลูกฝังอุดมการณ์ของเยาวชนมลายูมุสลิมและไม่ใช่ว่าทุกโรงเรียนจะถูกใช้ในการบ่มเพาะการต่อต้านรัฐ แม้แต่ในโรงเรียนที่ถูกใช้ในดำเนินกิจกรรมของขบวนการก็ใช่ว่าผู้บริหารโรงเรียนครูและนักเรียนทั้งหมดจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น ยังมิต้องพูดถึงประเด็นที่ว่าจะเห็นด้วยกับวิธีการเช่นนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการหาสมาชิกใหม่เพราะจำนวนนักเรียนที่มากถูกใช้เป็นเกราะกำบังให้กับขบวนการซึ่งมีครูเป็นส่วนสำคัญในการหาสมาชิก
เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยและนักวิเคราะห์อิสระบางคนเชื่อว่ากลุ่มบีอาร์เอ็น-โคออร์ดิเนทเป็นแกนหลักของขบวนการก่อความไม่สงบ โดยดำเนินการแบบหน่วยอิสระ สมาชิกระดับล่างไม่รู้ถึงองค์กรใหญ่ที่อยู่เหนือกลุ่มที่ตนเองร่วมปฏิบัติการอยู่ ขบวนการนี้ดูจะมีความเป็นอิสระในการดำเนินงานค่อนข้างสูง โดยสมาชิกในแต่ละพื้นที่สามารถที่จะเลือกเป้าหมายและดำเนินงานทางการเมืองของตัวเอง โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ขบวนการยังคงเคลื่อนไหวต่อไปได้แม้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจจะพยายามทำลายเครือข่ายเหล่านี้
ผู้กำหนดนโยบายควรที่จะระมัดระวังการใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่มีความซับซ้อนสูง ทั้งชาวพุทธและมุสลิมต่างก็เป็นเหยื่อในการต่อสู้ที่ถูกมองว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐไทยพุทธกับกบฏมลายูมุสลิม มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,400 คนนับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาและเหยื่อที่เสียชีวิตเป็นคนมุสลิมมากกว่าคนพุทธ คนมุสลิมหลายคนในจำนวนนั้นก็ถูกมองว่าเป็นผู้ทรยศต่ออิสลาม กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้ใช้การสาบานตนในการควบคุมสมาชิกในขบวนการซึ่งเป็นความคิดท้องถิ่นที่นักรบญิฮาดสากลปฏิเสธ ขบวนการใช้เวทมนตร์คาถาในการปกป้องนักรบจากภยันตรายแต่ในขณะเดียวกันก็มีการเผยแพร่วีดีโอคลิปทางเวบไซต์ยูทูบและวีซีดี การปฏิบัติการส่วนใหญ่ของขบวนการก็ยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทยแม้ว่าจะมีการใช้อินเตอร์เน็ทเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานเผยแพร่ความคิด
ไครซิสกรุ๊ปได้เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่าขบวนการนี้แทบจะไม่มีร่องรอยอิทธิพลจากอุดมการณ์ซาลาฟีญิฮาด (salafi jihadism) ซึ่งเป็นฐานคิดของกลุ่มอัล-เคดาและกลุ่มเจมาห์ อิสลามิยาห์ ผู้ก่อความไม่สงบบางส่วนนับถือแนวคิดชาฟีอีในสายที่เชื่อเรื่องเวทมนตร์คาถาและไม่นิยมแนวคิดแบบบริสุทธิ์ที่พวกเขาเรียกว่า “วะฮาบี” แม้ว่าจะมีชาวมาเลเซียจำนวนหนึ่งถูกจับกุมในภาคใต้ในขณะที่จะเข้ามาร่วมการต่อสู้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่ามีกลุ่มญิฮาดจากนอกประเทศเข้ามาร่วมในขบวนการต่อสู้ในภาคใต้อย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด และถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกันในเชิงอุดมการณ์กับแนวคิดซาลาฟีญิฮาด ขบวนการก็ได้ใช้ภาษาทางศาสนาและญิฮาดในการอธิบายการต่อสู้เพราะญิฮาดเป็นภาษาที่ทรงพลังในหมู่สมาชิกและฐานมวลชนที่พวกเขาต้องการที่จะเข้าไปมีอิทธิพลทางความคิด
แม้ว่าการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรจะยังคงดำเนินต่อไป (ซึ่งก็นับเป็นความรุนแรงเช่นกัน) ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องดำเนินการลดเงื่อนไขทางการเมืองที่เติมเชื้อไฟให้กับการต่อต้าน ซึ่งได้แก่การไม่เคารพต่ออัตลักษณ์และภาษาของชาวมลายูมุสลิม การไม่รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการขาดตัวแทนของพวกเขาในโครงสร้างการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและรัฐบาล หากปราศจากมาตรการเหล่านี้แล้ว การปราบปรามที่รุนแรงหรือความพยายามที่จะปลูกฝังความคิดชาตินิยมแบบไทยในหมู่คนมลายูมุสลิมผ่านกระบวนการอบรมความคิดความเชื่อก็รังแต่จะสร้างความโกรธแค้นให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นและเป็นเงื่อนไขให้เกิดนักต่อสู้รุ่นใหม่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ และหล่อเลี้ยงให้ความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนาน
กรุงเทพฯ/ บรัสเซลส์ 22 มิถุนายน 2552