icon caret Arrow Down Arrow Left Arrow Right Arrow Up Line Camera icon set icon set Ellipsis icon set Facebook Favorite Globe Hamburger List Mail Map Marker Map Microphone Minus PDF Play Print RSS Search Share Trash Crisiswatch Alerts and Trends Box - 1080/761 Copy Twitter Video Camera  copyview Youtube
ปัญหาภาคใต้ของไทย การลุกฮือไม่ใช่สงครามศาสนา
ปัญหาภาคใต้ของไทย การลุกฮือไม่ใช่สงครามศาสนา
Thailand: Malay-Muslim Insurgency and the Dangers of Intractability
Thailand: Malay-Muslim Insurgency and the Dangers of Intractability
Report 98 / Asia

ปัญหาภาคใต้ของไทย การลุกฮือไม่ใช่สงครามศาสนา

  • Share
  • Save
  • Print
  • Download PDF Full Report

บทคัดย่อ

ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทยซึ่งประชากรส่วนใหญ่เป็นมุสลิมทวีความเลวร้ายขึ้นอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่ต้นปี 2547 และได้รับแรงหนุนส่งจากนโยบายแข็งกร้าวของนายกรัฐมนตรี พตท.ทักษิณ ชินวัตร ในภูมิภาคเองหลายฝ่ายเริ่มวิตกกังวลว่าถ้าปล่อยไว้ความรุนแรงนี้อาจขยายกลายเป็นการลุกฮือต่อต้านอย่างกว้างขวาง หรือแม้แต่อาจจะกลายเป็นสงครามศาสนาระดับภูมิภาคได้แม้ว่าจนถึงขณะนี้จะยังไม่มีหลักฐานบอกได้ว่ามีกลุ่มจากภายนอกเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยในการสังหารและวางระเบิดที่แทบจะกลายเป็นกิจกรรมรายวัน

หลายฝ่ายมักพูดว่าสาเหตุที่มีส่วนทำให้เกิดความรุนแรงคือการที่กระแสของอิสลามสายเคร่งจารีตได้รับความนิยมมากขึ้นในภาคใต้ของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่มุสลิมไม่พอใจต่อการที่ไทยส่งทหารไปอิรัก แต่ถึงแม้จะเป็นความจริงที่จิตสำนึกของความเป็นมุสลิม ตลอดจนความรู้สึกว่าถูกกลั่นแกล้งตลอดจนความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับมุสลิมที่อื่นๆมีมากขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมา การมองปัญหาที่เกิดขึ้นแค่ว่าเรื่องนี้เป็นผลของการก่อการร้ายของมุสลิมอาจจะเป็นความผิดพลาดก็ได้ และความรุนแรงนี้ที่จริงแล้วมีสาเหตุจากปัญหาภายในพื้นที่มากกว่า

แน่นอนว่าพื้นที่ของมุสลิมในภาคใต้ของไทยเป็นพื้นที่ที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ แต่ปัญหานี้เป็นเรื่องการเมืองมากกว่า และแม้แต่การใช้นโยบายเพื่อการพัฒนาที่ผ่านการวางแผนมาอย่างดีก็ไม่น่าจะช่วยได้หากไม่จัดการปัญหาดังกล่าว อย่างไรก็ตาม มาตรการแทบทุกอย่างที่รัฐบาลดำเนินการไปดูเหมือนจะทำให้ปัญหายิ่งเลวร้ายลงไปอีก

ต้นตอของความรุนแรงที่กำลังเกิดขึ้นเริ่มจากปัญหาในอดีตที่มาจากการเลือกปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยมุสลิมมาเลย์รวมทั้งความพยายามในอันที่จะบีบบังคับให้พวกเขาหลอมรวมตัวเข้ากับสังคมส่วนที่เหลือของประเทศ โดยรัฐบาลไทยที่เป็นของไทยพุทธในยุคสมัยต่างๆที่ได้ดำเนินการต่อเนื่องกันมานานเกือบศตวรรษ

กลุ่มต่อสู้เพื่อแบ่งแยกดินแดนติดอาวุธเคลื่อนไหวในภาคใต้มาตั้งแต่ราวห้าสิบปีที่แล้ว การต่อสู้รุนแรงที่สุดในช่วงสามสิบกว่าปีที่ผ่านมา กลุ่มที่มีขนาดใหญ่และปฏิบัติการได้ผลมากที่สุดในบรรดากลุ่มต่างๆคือกลุ่มพูโล (องค์การปลดปล่อยรัฐปัตตานีหรือองค์การสหปัตตานีเสรี) ซึ่งต้องการจะจัดตั้งรัฐอิสลามที่เป็นอิสสระแต่ว่าประเด็นของกลุ่มนี้อยู่ที่เรื่องของเชื้อชาติมากกว่าเรื่องของความเชื่อคืออิสลาม

รัฐบาลไทยสามารถลดความรุนแรงลงระดับหนึ่งด้วยมาตรการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองซึ่งมีผลในการลดความช่วยเหลือที่มีไปถึงกลุ่มติดอาวุธ และกลุ่มนักสู้หลายร้อยคนได้เข้ารับการนิรโทษกรรม จนถึงช่วงกลางทศวรรษที่ยี่สิบการต่อต้านได้ส่อเค้าว่าจะยุติลง

แต่ความตึงเครียดระลอกใหม่โผล่ขึ้นมาอีก โดยมีกลุ่มต่างๆที่สำคัญสี่กลุ่มปรากฏตัวหรือไม่ก็ปรากฏตัวขึ้นมาใหม่และความรุนแรงทวีขึ้นต้นปี 2004 สี่กลุ่มที่มีการเคลื่อนไหวในปัจจุบันมี

  • BRN – C บีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนท หรือบีอาร์เอ็น ซี เป็นกลุ่มเดียวในบรรดากลุ่มที่แตกหน่อจากบีอาร์เอ็นที่มีการเคลื่อนไหว บีอาร์เอ็นก่อตั้งในช่วงสามสิบกว่าปีที่แล้วด้วยจุดประสงค์เพื่อต่อสู้ให้มีการจัดตั้งรัฐปาตานีอิสสระ เชื่อกันว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มติดอาวุธที่ใหญ่ที่สุดและมีการจัดตั้งดีที่สุดในบรรดากลุ่มต่างๆ เน้นการจัดตั้งทางการเมืองและหาสมาชิกจากภายในโรงเรียนสอนศาสนาอิสลาม
     
  • Pemuda องค์กรเยาวชนกู้ชาติปัตตานี (เป็นส่วนหนึ่งของบีอาร์เอ็น โคออร์ดิเนท) เชื่อกันว่าเป็นผู้ลงมือในการก่อเหตุวินาศกรรม การยิง และวางระเบิดหลายครั้ง
     
  • GMIP จีเอ็มไอพี (กลุ่มอิสลาม มูจาฮีดิน ปาตานี) ก่อตั้งโดยกลุ่มบุคคลที่เคยผ่านการรบในอัฟกานิสถานในปี 2538 ต้องการจัดตั้งรัฐอิสลามที่เป็นอิสสระ และ
     
  • พูโลใหม่ ก่อตั้งเมื่อปี 2538 ในฐานะเป็นเครือข่ายของพูโล เป็นกลุ่มติดอาวุธขนาดเล็กสุดในบรรดากลุ่มต่างๆ ต่อสู้เพื่อจัดตั้งรัฐอิสสระ

เพื่อที่จะทำความเข้าใจกับเหตุการณ์รุนแรงที่เกิดขึ้นในเวลานี้พร้อมทั้งตอบปัญหาว่าใครบ้างมีส่วนร่วม รายงานฉบับนี้ได้เจาะลึกลงไปที่เหตุการณ์ใหญ่สามเหตุการณ์ อันแรกคือเหตุการณ์เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2547 ซึ่งมีการโจมตีอันที่มีลักษณะประสานงานกันมาอย่างดี มีกลุ่มบุคคลเข้าปล้นค่ายทหาร เผาโรงเรียนกับสถานีตำรวจ อีกหนึ่งวันถัดมายังวางระเบิดอีกหลายจุด

เหตุการณ์ที่สองคือเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2547 ซึ่งมีการโจมตีหลายจุดพร้อมๆกันเป้าหมายคือด่านตรวจของทหารและสถานีตำรวจสิบเอ็ดแห่งทั่วทั้งปัตตานี ยะลาและสงขลา เหตุการณ์จบลงด้วยการปะทะกันที่มัสยิดกรือเซะและทหารยิงคนที่อยู่ในนั้นตาย 32 คน ในวันนั้นมีนักสู้ 105 คน พลเรือนอีกหนึ่งและเจ้าหน้าที่อีกห้ารายที่ล้มตายลง

เหตุการณ์ที่สามคือเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม 2547 ซึ่งเริ่มต้นด้วยการชุมนุมประท้วงที่หน้าสถานีตำรวจและจบลงด้วยความตายของมุสลิมทั้งผู้ใหญ่และวัยรุ่นแปดสิบห้าคนเป็นอย่างน้อย ส่วนใหญ่ตายเพราะขาดอากาศหายใจหลังจากที่ถูกจับกุมและต้องนอนซ้อนทับกันระหว่างห้าถึงหกชั้นในระหว่างการขนย้ายพวกเขาไปยังค่ายทหารบนรถบันทุกของทหาร

สาเหตุของปัญหาว่าทำไมความรุนแรงเพิ่มขึ้นนั้นมีคำอธิบายหลายประการ แต่ไม่มีข้อไหนที่สามารถอธิบายได้อย่างครบถ้วน คำอธิบายสองประการที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการยุบเลิกหน่วยงานของรัฐบาลที่มีความสำคัญ กับความกลัวและไม่พอใจอันเกิดจากการจับกุมโดยไม่มีการตั้งข้อหารวมทั้งการถูกจนท.ตร.ทารุณ กระหน่ำด้วยความล้มเหลวของรัฐบาลในอันที่จะสร้างความยุติธรรมให้เกิดขึ้นกับเหยื่อและครอบครัวผู้เคราะห์ร้ายเหล่านั้น การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วทางสังคมเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เกิดความรู้สึกขาดความมั่นคงในชีวิตและอึดอัดใจในหมู่ชุมชนมุสลิมมาเลย์ รวมทั้งความรู้สึกว่าวิถีชีวิต ค่านิยมและวัฒนธรรมของพวกเขากำลังได้รับผลกระทบ

มาตรการของรัฐบาลที่นับว่าเป็นความผิดพลาดรวมไปถึง

  • ความล้มเหลวในการที่ไม่สามารถวิเคราะห์ปัญหาได้อย่างถูกต้อง
     
  • การยุบเลิกหน่วยงานด้านการบริหารจัดการปัญหาที่ทำงานได้ผล
     
  • การใช้กำลังมากเกินควร
     
  • ความล้มเหลวเพราะไม่ได้สอบสวนและลงโทษสมาชิกในหน่วยงานรักษาความมั่นคงตามสมควร
     
  • การส่งเจ้าหน้าที่รัฐที่ไม่เข้าใจหรือไม่ก็เข้าใจน้อยในเรื่องความอ่อนไหวทางวัฒนธรรมในพื้นที่ตลอดจนภาษามาเลย์
     
  • การพึ่งพางานข่าวกรองที่อ่อน
     
  • การโยกย้ายเจ้าหน้าที่ระดับสูงที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงและการเมืองบ่อย ตลอดจนความล้มเหลวที่ไม่สามารถทำให้หน่วยงานด้านการรักษาความมั่นคงและการข่าวราวสิบหน่วยงานในพื้นที่นี้ประสานงานกันได้
     
  • การปฏิเสธข้อเสนอที่ให้มีการนิรโทษกรรมตลอดจนข้อเสนอให้ใช้มาตรการที่นุ่มนวลกว่าในการจัดระเบียบโรงเรียนสอนศาสนาแต่กลับเลือกใช้มาตรการทางการทหารที่ใช้กำลังมากกว่า

นอกเหนือจากมาตรการทางด้านความมั่นคงแล้ว รัฐบาลควรจะต้องทำความเข้าใจและรับมือปัญหาความไม่พอใจทางการเมืองซึ่งเป็นสิ่งที่กลุ่มผู้ก่อความรุนแรงหยิบฉวยเป็นโอกาสสร้างแรงสนับสนุน การตั้งคณะกรรมการเพื่อความสมานฉันท์แห่งชาติเมื่อเดือนมีนาคม 2547 เป็นก้าวแรกในแนวทางนี้ที่พอจะสร้างความหวังได้ แม้ว่าองค์ประกอบส่วนใหญ่ในคณะกรรมการดังกล่าวจะไม่ใช่มุสลิมและเป็นคนนอกพื้นที่ก็ตาม อย่างไรก็ดี ในการที่จะจัดการกับปัญหาที่ต้นตอ อย่างน้อยที่สุดรัฐบาลควรจะดำเนินมาตรการเพิ่มเติมในอันที่จะทำลายวงจรความรุนแรงด้วยมาตรการที่ผ่านการพิจารณามาแล้วรวมทั้งที่คำนึงถึงความจำเป็นอื่นนอกเหนือไปจากการปฏิบัติการทางทหารและตำรวจ

สิงคโปร์/บรัสเซลส์ 18 พฤษภาคม 2548

Commentary / Asia

Thailand: Malay-Muslim Insurgency and the Dangers of Intractability

The Malay-Muslim separatist insurgency in Thailand’s South has little in common with jihadism, but persistent instability could provide openings for foreign jihadists who thrive on  disorder. In this excerpt from the Watch List 2017 – Second Update early warning report for European policy makers, Crisis Group urges the European Union and its member states to encourage Bangkok to accept some degree of decentralisation and to implement measures that can diminish radicalisation.

This commentary is part of our Watch List 2017 – Second Update.

The occurrence of Islamic State in Iraq and Syria (ISIS)-linked or inspired violence in Jakarta, Mindanao, and Puchong, near Kuala Lumpur, has raised fears of a new era of transnational jihadist terrorism in South East Asia. To date, ISIS has used Thailand as a transit point rather than a target; indeed, there is no known case of a Thai citizen joining the group. But the persistence of a Malay-Muslim separatist insurgency in the kingdom’s southernmost provinces, where roughly 7,000 people have been killed since 2004, is a source of concern among some Western governments, Thai officials, local people and even some within the militant movement. Repeated, if poorly substantiated reports of ISIS activity in Thailand, from foreign fighters transiting through Bangkok to allegations of Malaysian ISIS members buying small arms in southern Thailand, have prompted questions about the insurgency’s susceptibility to radicalisation along transnational jihadist lines. Yet even absent intervention by foreign jihadists, the insurgency’s own dynamics could lead to greater violence.

Thus far, the separatist insurgency has had little in common with jihadism. Rooted in the country’s nearly two million Malay Muslims, who constitute a majority in the provinces of Narathiwat, Pattani and Yala, its aspirations are nationalist in nature: liberation of Patani, the homeland they consider to have been colonised by Thailand, and defence of Patani-Malay identity against so-called Siamification. Moreover, the insurgency draws support from traditionalist Islamic leaders, upholders of a syncretic, Sufi-inflected Islam who oppose the rigid views propagated by jihadists. Even the relatively small Salafi minority rejects ISIS’s brutal tactics and apocalyptic vision; some among them claim that ISIS is a product of Western machinations. For Barisan Revolusi Nasional Patani Melayu (BRN, Patani-Malay National Revolutionary Front), the main Malay-Muslim militant group, in other words, association with transnational jihadists would risk cutting them off from their base while triggering greater isolation. It could also internationalise efforts to defeat them.

Dangers of an Intractable Conflict

Yet perpetuation of the conflict risks altering its trajectory which, in turn, threatens to change the nature of the insurgency. In principle, this could potentially open opportunities for foreign jihadists, who have proven adept at exploiting other protracted conflicts. That remains for now a theoretical threat: little evidence thus far suggests jihadist penetration in Southern Thailand. As noted, neither the insurgency nor the broader Malay Muslim community has shown any inclination toward jihadism.

Without progress in peace talks or an inclusive dialogue, insurgents might resort to more dramatic acts of violence.

Without progress in peace talks or an inclusive dialogue, insurgents might resort to more dramatic acts of violence however. They already have shown they can stage attacks outside the deep south, as they did in August 2016 when they conducted a series of coordinated, small-scale bombings in seven resort areas, wounding European tourists among others. Militant groups also might splinter, with rival factions competing to demonstrate their capabilities to potential supporters and the government. In turn, increased violence or attacks against civilians – particularly outside the conflict zone – could fuel an anti-Islamic backlash and stimulate Buddhist nationalism, creating tensions between Muslim and Buddhist communities throughout the country. A prolonged conflict means more young Malay Muslims will have grown up in a polarised society and experienced traumatic events. This could split a more pragmatic elder generation from a more militant younger one.

Stalled dialogue

The surest way to reduce these risks would be to bring the insurgency to an end – a task at present both daunting and long-term. The ruling, military-led National Council for Peace and Order, which seized power in a May 2014 coup, is engaged in a dialogue with MARA Patani (Majlis Syura Patani, Patani Consultative Council), an umbrella group of five militant organisations whose leaders are in exile. But many perceive the dialogue, facilitated by Malaysia, essentially as a public-relations exercise through which Bangkok intends to signal its willingness to peacefully resolve the conflict without making any concessions. Likewise, there are doubts that MARA can control most fighters: although the BRN has the top three slots in MARA Patani’s leadership, BRN’s information department insists these members have been suspended and do not speak for the organisation.

After a year-and-a-half, the MARA process remains stuck. In April 2016, the Thai government balked at signing a Terms of Reference agreement to govern talks, which remain unofficial. At the time, Prime Minister Prayuth Chan-ocha argued that MARA lacked the necessary status to act as the government’s counterpart. After a hiatus, the two sides resumed their meetings in August and, in February 2017, they agreed in principle to establish “safety zones”, district-level compacts in which neither side would target civilians. They also agreed to form inclusive committees to investigate violent incidents, although details still need to be worked out and they have yet to announce a district for pilot implementation.

For its part, BRN insists on impartial international mediation and third-party observers as conditions for formal talks with Bangkok. In a 10 April 2017 statement, BRN’s information department reiterated these prerequisites and noted that negotiating parties themselves should design the process, a jab at Malaysia’s role as facilitator. Demonstrating that they exercised control over fighters, the BRN implemented an unannounced lull in attacks from 8 to 17 April, a period preceded and followed by waves of coordinated attacks across several districts.

In late June 2017, a senior Thai official said that the government might re-examine the issue of the identity of its counterpart, a rare public sign of high-level deliberation and possible flexibility. Although this could suggest willingness to consider BRN’s conditions – including the sensitive question of Malaysia’s role and that of any internationalisation – which it previously had rejected outright, it could also constitute another delaying tactic.

The National Council for Peace and Order apparently still clings to the conviction that the conflict can be resolved through attrition, enemy surrenders and economic development, without any fundamental change in state/society relations in the deep south. The military, whose entire ethos is based on the image of national unity and whose senior officers tend to view enhanced local power as a first step toward partition, is loath to contemplate autonomy or political decentralisation. Since taking power, it has suppressed once-lively public debate about decentralisation models, such as proposals for elected governors or sub-regional assemblies.

Options for the European Union

In this context, one of the international community’s longer-term goals should be to encourage Bangkok to accept some degree of political decentralisation as fully compatible with preservation of national unity. For the European Union (EU) and those EU member states that are engaged in the country such as Germany, in particular, an important objective would be to encourage the government to establish a more inclusive dialogue and to support it, when possible, through capacity building for both parties. Admittedly, their influence with the National Council for Peace and Order is limited. After the 2014 coup, the EU suspended official visits to and from Thailand, as well as negotiations for the Free Trade Agreement and the Partnership Cooperation Agreement, pending a return to elected government. Restrictions on popular representation, codified in the new constitution and laws, mean that even a general election, now scheduled for 2018, might not satisfy the EU’s requirement of functioning democratic institutions. Moreover, Bangkok is not yet prepared to countenance an EU role.

[The] EU and member states should urge the Thai government to restore civil liberties and freedom of expression to allow more open discussion and debate.

That aside, relations with Bangkok are not hostile; Thailand and the EU held a Senior Officials Meeting 9 June 2017 in Brussels, the first since 2012. When conditions permit, the EU should be well placed to support a peace process, given perceptions in Thailand of its impartiality. In the meantime, the EU and member states should continue encouraging the parties to deal with each other constructively. This could include sharing experiences in sub-national conflict resolution and political power devolution or offering training on matters such as negotiations, communication and conflict management.

In the near term, the EU and member states should urge the Thai government to restore civil liberties and freedom of expression to allow more open discussion and debate. Among other benefits, such steps would facilitate a public conversation within Malay Muslim communities that, in turn, might diminish risks of radicalisation. Already, the EU backs civil-society organisations’ endeavours to promote community and youth engagement in peace building. This ought to continue.