icon caret Arrow Down Arrow Left Arrow Right Arrow Up Line Camera icon set icon set Ellipsis icon set Facebook Favorite Globe Hamburger List Mail Map Marker Map Microphone Minus PDF Play Print RSS Search Share Trash Crisiswatch Alerts and Trends Box - 1080/761 Copy Twitter Video Camera  copyview Youtube
เส้นทางสู่ขบวนการต่อสู้ในชายแดนภาคใต้
เส้นทางสู่ขบวนการต่อสู้ในชายแดนภาคใต้
Thailand: Malay-Muslim Insurgency and the Dangers of Intractability
Thailand: Malay-Muslim Insurgency and the Dangers of Intractability
Report 170 / Asia

เส้นทางสู่ขบวนการต่อสู้ในชายแดนภาคใต้

  • Share
  • Save
  • Print
  • Download PDF Full Report

บทคัดย่อ

ในขณะที่ผู้นำของไทยกำลังวุ่นวายกับการแก้ไขปัญหาทางการเมืองในกรุงเทพฯ การคัดเลือกสมาชิกเข้าสู่ขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้ยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะอย่างยิ่งในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม  สถาบันการศึกษาเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการดำรงไว้ซึ่งอัตลักษณ์คนมลายูมุสลิม นักเรียนจำนวนหนึ่งเห็นด้วยกับแนวคิดการจับอาวุธขึ้นสู้กับรัฐซึ่งการต่อสู้นี้ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการญิฮาดสากล  แต่ทว่าเป็นกลุ่มกบฏชาติพันธุ์นิยมที่มีประวัติศาสตร์เป็นของตนเองและต้องการเรียกร้องการกลับคืนมาของอาณาจักรปาตานีอันรุ่งเรืองในอดีต  การขยายตัวของความคิดในการแบ่งแยกดินแดนส่วนหนึ่งเป็นผลจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนของรัฐและเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจของไทย  นอกจากนี้นโยบายการรวบอำนาจการบริหารราชการแผ่นดินไว้ที่ศูนย์กลางก็เป็นอีกอุปสรรคหนึ่งต่อการแก้ปัญหาในระดับท้องถิ่น   รัฐบาลควรจะเปลี่ยนแปลงนโยบายและวิถีปฏิบัติเช่นนี้พร้อมกับการขจัดความคับแค้นใจต่อความไม่เป็นธรรมออกไปจากความรู้สึกของคนมลายูมุสลิมเพื่อสร้างสันติภาพอันถาวรให้เกิดขึ้นในพื้นที่

ระบบการศึกษาในภาคใต้นั้นค่อนข้างซับซ้อน มีตั้งแต่โรงเรียนรัฐ โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม ไปจนถึงโรงเรียนปอเนาะดั้งเดิมซึ่งเป็นโรงเรียนกินนอนขนาดเล็ก ขบวนการได้แฝงตัวเข้าไปดำเนินกิจกรรมชักชวนเยาวชนมุสลิมเข้าเป็นสมาชิกและปลูกฝังอุดมการณ์ในโรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามซึ่งเป็นโรงเรียนมีขนาดใหญ่ทันสมัยและพรั่งพร้อม  ห้องเรียนเป็นสถานที่แรกของเส้นทางการเข้าสู่ขบวนการ   ผู้ที่ทำหน้าที่หาสมาชิกใหม่จะชักชวนให้นักเรียนที่มีแวว ได้แก่บุคคลที่มีความเคร่งครัดในศาสนา มีความรู้สึกเจ็บแค้นกับประวัติศาสตร์ของการถูกกดขี่และการถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรมรวมถึงมีความคิดในการทำสงครามญิฮาดไปร่วมการอบรม  การปลูกฝังแนวคิดอาจจะดำเนินการในมัสยิดหรือแฝงตัวในรูปของการฝึกฟุตบอล  เมื่อตกลงเข้าเป็นสมาชิกแล้วสมาชิกใหม่จะต้องทำการสาบานตนและเข้าฝึกร่างกายและอาวุธก่อนที่จะได้รับการมอบหมายให้ปฏิบัติการในระดับหมู่บ้าน

โรงเรียนสอนศาสนาอิสลามไม่ได้เป็นสถานที่เพียงแห่งเดียวที่ถูกใช้ในการปลูกฝังอุดมการณ์ของเยาวชนมลายูมุสลิมและไม่ใช่ว่าทุกโรงเรียนจะถูกใช้ในการบ่มเพาะการต่อต้านรัฐ  แม้แต่ในโรงเรียนที่ถูกใช้ในดำเนินกิจกรรมของขบวนการก็ใช่ว่าผู้บริหารโรงเรียนครูและนักเรียนทั้งหมดจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น ยังมิต้องพูดถึงประเด็นที่ว่าจะเห็นด้วยกับวิธีการเช่นนี้หรือไม่ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนเป็นสถานที่ที่เหมาะกับการหาสมาชิกใหม่เพราะจำนวนนักเรียนที่มากถูกใช้เป็นเกราะกำบังให้กับขบวนการซึ่งมีครูเป็นส่วนสำคัญในการหาสมาชิก

เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยและนักวิเคราะห์อิสระบางคนเชื่อว่ากลุ่มบีอาร์เอ็น-โคออร์ดิเนทเป็นแกนหลักของขบวนการก่อความไม่สงบ โดยดำเนินการแบบหน่วยอิสระ สมาชิกระดับล่างไม่รู้ถึงองค์กรใหญ่ที่อยู่เหนือกลุ่มที่ตนเองร่วมปฏิบัติการอยู่  ขบวนการนี้ดูจะมีความเป็นอิสระในการดำเนินงานค่อนข้างสูง โดยสมาชิกในแต่ละพื้นที่สามารถที่จะเลือกเป้าหมายและดำเนินงานทางการเมืองของตัวเอง  โครงสร้างเช่นนี้ทำให้ขบวนการยังคงเคลื่อนไหวต่อไปได้แม้ว่าเจ้าหน้าที่ทหารตำรวจจะพยายามทำลายเครือข่ายเหล่านี้

ผู้กำหนดนโยบายควรที่จะระมัดระวังการใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วนกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่มีความซับซ้อนสูง   ทั้งชาวพุทธและมุสลิมต่างก็เป็นเหยื่อในการต่อสู้ที่ถูกมองว่าเป็นการต่อสู้ระหว่างรัฐไทยพุทธกับกบฏมลายูมุสลิม  มีผู้เสียชีวิตกว่า 3,400 คนนับตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมาและเหยื่อที่เสียชีวิตเป็นคนมุสลิมมากกว่าคนพุทธ คนมุสลิมหลายคนในจำนวนนั้นก็ถูกมองว่าเป็นผู้ทรยศต่ออิสลาม  กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบได้ใช้การสาบานตนในการควบคุมสมาชิกในขบวนการซึ่งเป็นความคิดท้องถิ่นที่นักรบญิฮาดสากลปฏิเสธ   ขบวนการใช้เวทมนตร์คาถาในการปกป้องนักรบจากภยันตรายแต่ในขณะเดียวกันก็มีการเผยแพร่วีดีโอคลิปทางเวบไซต์ยูทูบและวีซีดี การปฏิบัติการส่วนใหญ่ของขบวนการก็ยังคงจำกัดอยู่ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ของไทยแม้ว่าจะมีการใช้อินเตอร์เน็ทเป็นเครื่องมือในการดำเนินงานเผยแพร่ความคิด

ไครซิสกรุ๊ปได้เคยกล่าวก่อนหน้านี้ว่าขบวนการนี้แทบจะไม่มีร่องรอยอิทธิพลจากอุดมการณ์ซาลาฟีญิฮาด (salafi jihadism) ซึ่งเป็นฐานคิดของกลุ่มอัล-เคดาและกลุ่มเจมาห์ อิสลามิยาห์  ผู้ก่อความไม่สงบบางส่วนนับถือแนวคิดชาฟีอีในสายที่เชื่อเรื่องเวทมนตร์คาถาและไม่นิยมแนวคิดแบบบริสุทธิ์ที่พวกเขาเรียกว่า “วะฮาบี”  แม้ว่าจะมีชาวมาเลเซียจำนวนหนึ่งถูกจับกุมในภาคใต้ในขณะที่จะเข้ามาร่วมการต่อสู้ แต่ก็ไม่มีหลักฐานว่ามีกลุ่มญิฮาดจากนอกประเทศเข้ามาร่วมในขบวนการต่อสู้ในภาคใต้อย่างมีนัยสำคัญแต่อย่างใด   และถึงแม้ว่าจะมีความแตกต่างกันในเชิงอุดมการณ์กับแนวคิดซาลาฟีญิฮาด  ขบวนการก็ได้ใช้ภาษาทางศาสนาและญิฮาดในการอธิบายการต่อสู้เพราะญิฮาดเป็นภาษาที่ทรงพลังในหมู่สมาชิกและฐานมวลชนที่พวกเขาต้องการที่จะเข้าไปมีอิทธิพลทางความคิด

แม้ว่าการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างรัฐบาลกับผู้สนับสนุนอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตรจะยังคงดำเนินต่อไป (ซึ่งก็นับเป็นความรุนแรงเช่นกัน)  ประเทศไทยจำเป็นที่จะต้องดำเนินการลดเงื่อนไขทางการเมืองที่เติมเชื้อไฟให้กับการต่อต้าน  ซึ่งได้แก่การไม่เคารพต่ออัตลักษณ์และภาษาของชาวมลายูมุสลิม การไม่รับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการขาดตัวแทนของพวกเขาในโครงสร้างการเมืองทั้งในระดับท้องถิ่นและรัฐบาล  หากปราศจากมาตรการเหล่านี้แล้ว การปราบปรามที่รุนแรงหรือความพยายามที่จะปลูกฝังความคิดชาตินิยมแบบไทยในหมู่คนมลายูมุสลิมผ่านกระบวนการอบรมความคิดความเชื่อก็รังแต่จะสร้างความโกรธแค้นให้เพิ่มมากยิ่งขึ้นและเป็นเงื่อนไขให้เกิดนักต่อสู้รุ่นใหม่เพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ และหล่อเลี้ยงให้ความขัดแย้งยืดเยื้อยาวนาน

กรุงเทพฯ/ บรัสเซลส์ 22 มิถุนายน 2552

Commentary / Asia

Thailand: Malay-Muslim Insurgency and the Dangers of Intractability

The Malay-Muslim separatist insurgency in Thailand’s South has little in common with jihadism, but persistent instability could provide openings for foreign jihadists who thrive on  disorder. In this excerpt from the Watch List 2017 – Second Update early warning report for European policy makers, Crisis Group urges the European Union and its member states to encourage Bangkok to accept some degree of decentralisation and to implement measures that can diminish radicalisation.

This commentary is part of our Watch List 2017 – Second Update.

The occurrence of Islamic State in Iraq and Syria (ISIS)-linked or inspired violence in Jakarta, Mindanao, and Puchong, near Kuala Lumpur, has raised fears of a new era of transnational jihadist terrorism in South East Asia. To date, ISIS has used Thailand as a transit point rather than a target; indeed, there is no known case of a Thai citizen joining the group. But the persistence of a Malay-Muslim separatist insurgency in the kingdom’s southernmost provinces, where roughly 7,000 people have been killed since 2004, is a source of concern among some Western governments, Thai officials, local people and even some within the militant movement. Repeated, if poorly substantiated reports of ISIS activity in Thailand, from foreign fighters transiting through Bangkok to allegations of Malaysian ISIS members buying small arms in southern Thailand, have prompted questions about the insurgency’s susceptibility to radicalisation along transnational jihadist lines. Yet even absent intervention by foreign jihadists, the insurgency’s own dynamics could lead to greater violence.

Thus far, the separatist insurgency has had little in common with jihadism. Rooted in the country’s nearly two million Malay Muslims, who constitute a majority in the provinces of Narathiwat, Pattani and Yala, its aspirations are nationalist in nature: liberation of Patani, the homeland they consider to have been colonised by Thailand, and defence of Patani-Malay identity against so-called Siamification. Moreover, the insurgency draws support from traditionalist Islamic leaders, upholders of a syncretic, Sufi-inflected Islam who oppose the rigid views propagated by jihadists. Even the relatively small Salafi minority rejects ISIS’s brutal tactics and apocalyptic vision; some among them claim that ISIS is a product of Western machinations. For Barisan Revolusi Nasional Patani Melayu (BRN, Patani-Malay National Revolutionary Front), the main Malay-Muslim militant group, in other words, association with transnational jihadists would risk cutting them off from their base while triggering greater isolation. It could also internationalise efforts to defeat them.

Dangers of an Intractable Conflict

Yet perpetuation of the conflict risks altering its trajectory which, in turn, threatens to change the nature of the insurgency. In principle, this could potentially open opportunities for foreign jihadists, who have proven adept at exploiting other protracted conflicts. That remains for now a theoretical threat: little evidence thus far suggests jihadist penetration in Southern Thailand. As noted, neither the insurgency nor the broader Malay Muslim community has shown any inclination toward jihadism.

Without progress in peace talks or an inclusive dialogue, insurgents might resort to more dramatic acts of violence.

Without progress in peace talks or an inclusive dialogue, insurgents might resort to more dramatic acts of violence however. They already have shown they can stage attacks outside the deep south, as they did in August 2016 when they conducted a series of coordinated, small-scale bombings in seven resort areas, wounding European tourists among others. Militant groups also might splinter, with rival factions competing to demonstrate their capabilities to potential supporters and the government. In turn, increased violence or attacks against civilians – particularly outside the conflict zone – could fuel an anti-Islamic backlash and stimulate Buddhist nationalism, creating tensions between Muslim and Buddhist communities throughout the country. A prolonged conflict means more young Malay Muslims will have grown up in a polarised society and experienced traumatic events. This could split a more pragmatic elder generation from a more militant younger one.

Stalled dialogue

The surest way to reduce these risks would be to bring the insurgency to an end – a task at present both daunting and long-term. The ruling, military-led National Council for Peace and Order, which seized power in a May 2014 coup, is engaged in a dialogue with MARA Patani (Majlis Syura Patani, Patani Consultative Council), an umbrella group of five militant organisations whose leaders are in exile. But many perceive the dialogue, facilitated by Malaysia, essentially as a public-relations exercise through which Bangkok intends to signal its willingness to peacefully resolve the conflict without making any concessions. Likewise, there are doubts that MARA can control most fighters: although the BRN has the top three slots in MARA Patani’s leadership, BRN’s information department insists these members have been suspended and do not speak for the organisation.

After a year-and-a-half, the MARA process remains stuck. In April 2016, the Thai government balked at signing a Terms of Reference agreement to govern talks, which remain unofficial. At the time, Prime Minister Prayuth Chan-ocha argued that MARA lacked the necessary status to act as the government’s counterpart. After a hiatus, the two sides resumed their meetings in August and, in February 2017, they agreed in principle to establish “safety zones”, district-level compacts in which neither side would target civilians. They also agreed to form inclusive committees to investigate violent incidents, although details still need to be worked out and they have yet to announce a district for pilot implementation.

For its part, BRN insists on impartial international mediation and third-party observers as conditions for formal talks with Bangkok. In a 10 April 2017 statement, BRN’s information department reiterated these prerequisites and noted that negotiating parties themselves should design the process, a jab at Malaysia’s role as facilitator. Demonstrating that they exercised control over fighters, the BRN implemented an unannounced lull in attacks from 8 to 17 April, a period preceded and followed by waves of coordinated attacks across several districts.

In late June 2017, a senior Thai official said that the government might re-examine the issue of the identity of its counterpart, a rare public sign of high-level deliberation and possible flexibility. Although this could suggest willingness to consider BRN’s conditions – including the sensitive question of Malaysia’s role and that of any internationalisation – which it previously had rejected outright, it could also constitute another delaying tactic.

The National Council for Peace and Order apparently still clings to the conviction that the conflict can be resolved through attrition, enemy surrenders and economic development, without any fundamental change in state/society relations in the deep south. The military, whose entire ethos is based on the image of national unity and whose senior officers tend to view enhanced local power as a first step toward partition, is loath to contemplate autonomy or political decentralisation. Since taking power, it has suppressed once-lively public debate about decentralisation models, such as proposals for elected governors or sub-regional assemblies.

Options for the European Union

In this context, one of the international community’s longer-term goals should be to encourage Bangkok to accept some degree of political decentralisation as fully compatible with preservation of national unity. For the European Union (EU) and those EU member states that are engaged in the country such as Germany, in particular, an important objective would be to encourage the government to establish a more inclusive dialogue and to support it, when possible, through capacity building for both parties. Admittedly, their influence with the National Council for Peace and Order is limited. After the 2014 coup, the EU suspended official visits to and from Thailand, as well as negotiations for the Free Trade Agreement and the Partnership Cooperation Agreement, pending a return to elected government. Restrictions on popular representation, codified in the new constitution and laws, mean that even a general election, now scheduled for 2018, might not satisfy the EU’s requirement of functioning democratic institutions. Moreover, Bangkok is not yet prepared to countenance an EU role.

[The] EU and member states should urge the Thai government to restore civil liberties and freedom of expression to allow more open discussion and debate.

That aside, relations with Bangkok are not hostile; Thailand and the EU held a Senior Officials Meeting 9 June 2017 in Brussels, the first since 2012. When conditions permit, the EU should be well placed to support a peace process, given perceptions in Thailand of its impartiality. In the meantime, the EU and member states should continue encouraging the parties to deal with each other constructively. This could include sharing experiences in sub-national conflict resolution and political power devolution or offering training on matters such as negotiations, communication and conflict management.

In the near term, the EU and member states should urge the Thai government to restore civil liberties and freedom of expression to allow more open discussion and debate. Among other benefits, such steps would facilitate a public conversation within Malay Muslim communities that, in turn, might diminish risks of radicalisation. Already, the EU backs civil-society organisations’ endeavours to promote community and youth engagement in peace building. This ought to continue.